เปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นผนังคอนกรีต ด้วยฝีมือคนไทย

เปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นผนังคอนกรีต ด้วยฝีมือคนไทย

เปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์มาเป็นผนังคอนกรีต ด้วยฝีมือคนไทย

            จากสถิติที่ทำการสำรวจครั้งล่าสุดพบว่า มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยจำนวนมาก 400,000 ตันต่อปี และในจำนวนนี้ยังไม่รวมกับการขยายผลอย่างต่อเนื่อง จากการบุกจับกุมโรงงานรีไซเคิลขยะอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยให้ค้นพบข้อมูลที่น่าสนตกใจว่า เพียงแค่ช่วง 4 เดือนแรก เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา โรงงานเหล่านี้ ได้นำเข้าขยะพิษจำนวนมากกว่า 37,000 ตัน

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็ได้กลายมาเป็นการสร้างนวัตกรรมผนังคอนกรีต จากขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา ที่ช่วยตอบโจทย์ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ ด้วยฝีมือของรองศาสตราจารย์ ดร.บุรฉัตร ฉัตรวีระ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TSE)

ที่เป็นผู้ให้กำเนิดผนังคอนกรีต ที่ทำจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา ซึ่งมีจุดเด่นคือ ดีไซน์รูปทรงได้อย่างหลากหลายตามต้องการ มีน้ำหนักเบา กันความร้อนได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมถึงสองต่อ 1.คือช่วยแก้ไขปัญหาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าล้นเมือง และ 2.คือช่วยลดปัญหาฝุ่นละออกจากการผลิตคอนกรีตแบบเดิมที่ต้องระเบิดภูเขาหินปูน

มีกระบวนการผลิตผนังคอนกรีต จากขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไร?

สำหรับกระบวนการผลิตผนังคอนกรีตจากขยะอิเล็กทรอนิกส์นั้น เกิดจาการใช้องค์ประกอบของขยะเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น แผงวงจรไฟฟ้าในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่วนใหญ่มีส่วนผสมหลักคือทองแดง เงิน ดีบุก ตะกั่ว เหล็ก ไฟเบอร์กลาส และพลาสติก นำมาบดและย่อยซาก จนออกมาเป็นผงลามิเนต

จากนั้นนำไปผสมกับปูนซีเมนต์ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 จากนั้นขึ้นรูปเป็นผนังคอนกรีตตามขนาดที่ต้องการได้ทันที โดยสามารถออกแบบได้หลากหลายรูปทรง ทั้งการทำวัสดุก่อสร้างประเภทต่าง ๆ เช่นแผ่นพื้น บล็อกผนัง เซรามิก บล็อกทางเดิน ไปจนถึงวัสดุตกแต่งบ้าน อาทิ โต๊ะ โคมไฟ เก้าอี้ แจกัน

เตรียมพัฒนาผนังคอนกรีต ให้มีราคาใกล้เคียงกับตลาด ก่อนนำไปใช้เชิงพานิชย์

ผลความสำเร็จในขั้นตอนนำเอานวัตกรรมนี้ ไปทดลองใช้แวดวงการก่อสร้าง อย่างสมาร์ทโฮม และการออกแบบ สมาร์ทเฟอร์นิเจอร์ ก็ได้ผลตอบรับที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง รศ.ดร.บุรฉัตร และทีมนักวิจัยจึงเตรียมต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว เพื่อนำไปใช้จริงในเชิงพานิชย์ต่อไป ซึ่งในขณะนี้ ก็อยู่ในระหว่างกระบวนการพัฒนาและผลิตให้ได้ต้นทุนต่ำกว่า หรือมีความใกล้เคียงกับราคาอิฐมวลเบาที่ขายอยู่ในท้องตลาด ณ ตอนนี้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริโภค

โดยได้ตั้งความหวังไว้ว่า นวัตกรรมชิ้นนี้จะเข้ามาช่วยพลิกโฉมขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยที่มีปริมาณสูงถึง 400,000 ตันต่อปี เนื่องจากอิเล็กทรอนิกส์เป็นวัสดุที่มีอายุการใช้งานจำกัด เมื่อพังแล้วต้องทิ้งไปโดยไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีการนำวัสดุดังกล่าวไปใช้ในเชิงพานิชย์ นอกจากนี้ ยังมีวิธีกำจัดด้วยการฝังกลบ หรือนำไปทิ้งตามกองขยะ จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนบริเวณโดยรอบ ทำให้นัวกรรมวัสดุคอนกรีตจากขยะอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ที่สุด ในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยเพิ่มมูลค่าใหม่ให้กับขยะพิษที่มีขึ้นตอนกำจัดได้ยากควบคู่กันไป.

ขอขอบคุณความรู้ดี ๆ http://www.ecolite.co.th